เหตุที่ต้องไป

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 52 ที่ผ่านมา พอดีโดนที่บ้านส่งตัวไปบวชธุดงค์ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

 

เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งเสร็จภารกิจด้านวิทยานิพนธ์ แล้วก็เพิ่งกลับจากเที่ยวตระเวณภาคเหนือมา อารมณ์จริงๆขณะนั้น เลยค่อนข้างหงุดหงิดไม่ค่อยอยากไปเอาซะเลย แต่ก็ต้องไปด้วยคำสั่ง และด้วยว่าก่อนหน้าน้ได้รับปากไปแล้วว่า ถ้าหากช่วงที่มีงานบวชธุดงค์ว่าก็จะไปบวช

 วิหารแก้ว

ต้องบอกก่อนว่า การบวชครั้งนี้ เป็นการบวชแบบไม่โกนหัว คือบวชถือศีล 8 และธุดงควัตร หรือที่เรียกกันว่าบวชชีพรามณ์ิ และการไปครั้งนี้ก็ต้องไปก่อนวันงาน 2 วัน เพราะว่าคนเยอะมากๆ เป็นประเพณีประจำปีของที่วัดก็ว่าได้ 2 วัน แรกคือยังไม่ได้นุ่งขาวหุ่มขาวกินข้าว 3 มื้อปกติ จนกระทั่งว้นที่ 3 มีพิธีบวชพระและพรามณ์ ต้องนุ่งขาวหุ่มขาวและถือศีล 8 กิน 2 มื้อ (โดยส่วนตัวเป็นคนกินมื้อเดียวอยู่แล้ว คือบ่ายควบเย็น เพราะตื่นมาก็เที่ยงแล้ว เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่)

 

แต่วันแรกที่ถือศีล 8 นี่สิ เกิดเรื่องเล็กน้อยขึ้นมา คือหลังจากทำวัตรเย็นแล้วเกิดหิวๆขึ้นมา เพราะปกติจะกินช่วบ่ายๆเย็นๆ ไม่ค่อยได้ตื่นเช้ามากินแบบนี้ เลยมานั่งอยู่ที่โรงทานซึ่งเค้าก็ทำอาหารแจกตลอดเวลา มองไปมองมาก็เห็นมีคนกิน เลยกินมั่ง...ดูดิเลวขนาดไหน เพิ่งรับศีลมาหมาดๆก็ทำลายศีลซะแล้ว......และด้วยเหตุนี้ละ ตกกลางคืนมาได้เรื่องเ่ลย

 บวช

 

 

เจออะไรแปลกๆในการบวชคืนแรก

 จากการที่กินอาหารเย็นในเย็นวันแรกปรากฏว่าเกิดอาการท้องเสียขึ้นมา ก็ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน ต้องลงมาเข้าห้องน้ำ...ต้องบรรยาสถานที่พักก่อนว่า ที่ๆนอนคือศาลา 4 ไร่ เป็นโถงโล่งตรงกลางด้านล่างกว้างๆซึ่งเป็นที่ๆเค้ามาตั้งโรงทานกันรอบๆโถงเป็นอีกชั้นยกขึ้นมาเป็นขั้น 2 เป็นห้องน้ำที่ท่านทำเรียงกันมากมายนับร้อยห้อง เพื่อให้ผู้มาทำบุญปฏิบัติได้มีห้องน้ำเข้าเพียงพอ ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักของพราณ์ชาย..ทางออกจากศาลา 4 ไร่หลักๆมี 2 จุด คือฝั่นที่จะออกไปศาลา 12 ไร่ และด้าน 25 ไร่ซึ่งอยู่บริเวณที่จะขึ้นมาทางที่พักพราณ์ชาย คือต้องเดินขึ้นชั้น 2 ที่มีห้องน้ำมาก่อน ถึงจะออกไปได้

 ที่ๆเจอดี

คืนนั้นตื่นขึ้นมาลงมาเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอทำธุระเสร็จ ก็มองไปที่ทางที่เป็นประตูออกจากศาลา 4 ไร่ ปรากฏเห็นผู้คนชุดขาวจำนวนมากกำลังเดินออกจากศาลา 4 ไร่เป็นแถวเลย ไม่ได้ฝันนะ เพราะตอนนั้นมองอยู่นานแต่ไม่ได้ใส่แว่นลงไปด้วย มีแสงสปอร์ตไลท์สาดเข้ามาเป็นเงาพาดพื้น ยืนมองไปยังคิดว่า ถ้ามีกล้องอยู่ในมือคงหยิบมาถ่ายเลน คงสวนน่าดู.....แต่พอขึ้นไปบนห้องดูนาฬิกาปรากฏว่าเทียงคืนกว่าเกือบตี 1 ก็นั่งคิดๆว่าใครมันจะมาเดินวะ จะเดินจงกรมก็ไม่น่าใช่ เพราะทุกคนจะต้องตื่นมานั่งรวมกันที่ลานธรรมตอนประมาณตี 4 ....แล้วไอ้ที่เห็นล่ะมันเป็นอะไร พอไปเล่าให้คนอื่นฟัง เค้าก็บอกว่าสงสัยเทวดามาสงเคราะห์ หรือไม่ก็เตือนละ เพราะเราผิดศีลตั้งแต่วันแรกเองนี่นา

 

ฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง

 ก่อนจะข้ามไปวันฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ต้องเล่าก่อนว่า ในช่วงบวชทุกๆหลังเที่ยง จะมีการจัดให้ฝึกมโนมยิทธิแบบครึ่งกำลังซะก่อน

 

มโนมยิทธิ คืออะไร ของเล่่าตามที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่ากล่าวไว้ว่า "มโนมยิทธิแปลว่ามีฤทธิทางใจ เราสามารถใช้ใจของเราไปเที่ยวสวรรค์ พรหมโลก แดนเปรด นก อสูรกาย และสัตว์เดียรัจฉานได้"ทางสำนักนี้คือวัดท่าซุง ท่านบอกว่าการฝึกนี้ไม่ใช่การฝึกเพื่ออวดอ้างฤทธิเดช แต่เป็นการพาไปให้เห็นจริงว่านรกมี สวรรค์มี เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติเพื่อนบรรลุมรรคผล

 

ในการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ท่านให้นั่งกันเป็นแถวๆ ที่ศาลา 12 ไร่ มีการฝึก 2 วันสุดท้ายของการบวชธุดงค์ คนที่ไม่ได้ธุดงค์แต่ตั้งใจจะมาฝึกงานนี้ก็มาเยอะ เอาเป็นว่าศาลา 12 ไรที่ว่าใหญ่โต ยังคนเต็มจนล้นออกมา  ...การฝึกท่านให้มียันต์สวมไว้ที่หน้า เป็นยันต์ที่เขียนไว้ว่า "นะโมพุทธายะ" อันเป็นช่อย่อของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ก่อนจะฝึกต้องมีการบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง 4 และเทวดาให้มาช่วย  และทำการสมาทานพระกรรมฐาน จากนั้นท่านก็เปิดวีดีโอที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่านเคยสอนไว้เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่

 ศาลา12ไร่

 

 

อารมณ์ฌาน

 ต้องบอกก่อนว่า ในการฝึกครั้งนี้ผมไม่ได้สำเร็จอะไรหรอก เพียงแต่ได้เข้าถึงอารมณ์ฌานเลยเอามาเล่าสูกันฟัง เข้าถึงยังไงมาดูกัน

ครั้งแรกหลังจากคำสอนของหลวงปู่ท่านพูดจบ ผมก็นั่งภาวนาไปเรื่อย (รอบๆข้างจะมีผู้คนเกิดอาการแปลกๆ บ้างหัวเราะ บ้างมีเสียงกรีดร้อง บ้างร้องไห้แล้วแต่อาการของแต่ละคน) ส่วนผม ตอนแรกนั่งไม่นานได้ยินเสียงต่างๆรอบกาย ก็รู้สึกว่าขนลุกซู่ขึ้นมาหลายยหน จนเริ่มชิน เลยตั้งใจภาวนา (คำภาวนาว่า "นะมะ-พะทะ) พอตั้งใจไม่นาน รู้สึกว่าตำภาวนาเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ลมหายใจเร็วและแรง หัวใจก็เต้นแรงยังกะวิ่งมาจนเหนื่อยเลยละ เลยคิดว่า เอาแล้วไงจ่าจะได้แล้วจะได้ไปก็คราวนี้ พอคิดได้เลยจับภาพพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าไว้ปรากฏว่าหลุดออกมา สมาธิคลายตัวไปดื้อๆเลย 

 ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกพอสมควร เสียงรอบๆข้างเริ่มดังอื้ออึง มีคนที่อยูด้านหน้าไม่ไกลอยู่ๆก็ร้องด่า คนด้านหลังซ้ายถัดๆไปก็ร้องไห้...สมาธิแตกเลย ...คราวนี้เลยตัดสินใจกำหนดว่า จะตัดทุกอย่าง ไม่สนใจมันแล้ว ช่างหัวพวกเสียงเหล่านั้น ก็นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ.......จนเริ่มเข้าสมาธิ คราวนี้ต่างกับครั้งแรกโดยสิ้นเชิง คำภาวนาตามลมหายในเริ่มช้าลงๆจนในที่สุดก็หายไป นิ่งอยู่ซักพักเลยคิดวา เรากำหนดคำภาวนาตามลมหายใจ คำภาวนาหายไปไหน แล้วลมหายใจเราล่ะ..ลมหายใจหยุดไปแล้วเราจะขาดใจมั้ย...ก็สะดุ้นขึ้นมาเฮือกใหญ่ เลยไม่ได้อะไรกันพอดี

 ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ข้ามมาวันที่ 2 ของการฝึก วันนี้รู้สึกว่าไม่ค่อมีสมาธิเท่าไหร่เลย สงสั็ยเพราะกำลังจะกลับบ้านแล้วใจเลยคิดถึงแต่บ้าน วันนี้พอนั่งได้ซักพักรู้สึกปวดเมื่อยขามากๆ ผ้ายันต์ที่ปิดหน้า็รำคาญเต็มที ....นั่งได้ซักพักใหญ่ๆไม่ได้อะไรเลย เลยคิดว่าเอาลองดูซักตั้ง เอาแบบเน้นๆเลย เลยตั้งท่าเข้าสมาธิ ซักพักปรากฏว่า ความรำคาญผ้ายันต์ที่หน้าหมดไป เหมือนไม่มีอะไรมาปิด ความรู้สึกว่าร้อนๆก็หายไป อาการเจ็บขาปวดเมื่อหายไปหมดเลย เมื่อตัวลอยอยู่ในอากาศเฉยๆ รู้สึกสบายมา พออารมทรงตัวซักพักก็คลายออกจากสมาธิ เอาเป็นว่าไม่ได้อะไรเท่าไหร่

 

ผลการฝึก

ในคืนแรกหลังจากที่ฝึกเต็มกำลังวันแรก ก็ไปนั่งคุยในห้องพักกับพี่ๆลุงๆที่พักห้องเดียวกัน ก็ถามกันว่าแต่ละคนได้อะไรกันยังไงมั่ง เลยเล่าอาการทั้ง 2 ให้เค้าฟัง เค้าบอกว่าอาการที่ลมหายใจหายไปเป็นอารมณ์ของฌาน 4 อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูงขึ้น (เมื่อมาศึกษาที่หลังก็เป็นไปตามนั้น และฌาน 4 นี้ หากใช้กับกสินยังสามารถเล่นฤทธิได้ด้วย คือเสกไฟ เดินน้ำได้เป็นต้น เป็นความรู้หนึ่งในพระพุทธศาสนา)

อีกเรื่อง ตอนที่ไปนั่งทำวัตรเย็น ในเย็นวันฝึกวันแรก ก็มีคนที่นั่งข้างๆนั่งคุยกันก็ฟังกับเค้าไปด้วย เป็นผู้หญิง เค้าว่านั่งไปสักพักก็ลุกขึ้นมารำ เลยถามกันว่าเจออะไร พี่คนนั้นเล่าว่า พอนั่งไปก็ปรากฏว่าไปอยู่ที่นึงมีความสวยงามมาก เห็นนางรำๆอยู่ในสวน ตัวเองรำไม่เป็นหรอกแต่รู้สึกว่าอยากเข้าไปร่วมรำ เลยเข้าไป ถัดไปในสวนเห็นเทวดากับนางฟ้า 2 องค์ องค์ใหญ่มากๆ นั่งอยู่ไม่ไกลนัก...ถึงตรงนี้มีคนถามว่าเทวดาท่าแต่งตัวยังไง พี่คนนี้เลยขี้มาที่ขวดน้ำสิงห์ที่วางอยู่หน้าผม แล้วบอกว่า ใส่เสื้อสีฟ้าๆแบบแถบบนขวดนี่แหละ...คนข้างๆเลยชี้ไปที่รูปท่าปู่ท่าย่า (ในวัดท่าซุง จะมีรูปพระอินท์กับท่านแม่พระศรี เป็นรูปวาดตั้งไว้ คนที่นั่นเรียกว่าท่านปู่ท่านย่า) พอพี่คนนั้นเห็นก็สะดุ้งโหยงขนลุกไปทั้งตัว บอกใช่ๆนั่นแหละที่เจอมา

ก็เก็บเป็นเกร็ดมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ  เล่าซะยาวเลย

Comment

Comment:

Tweet

อนุโมทนาสาธุค่ะ Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By ริน ริน ^^ on 2011-05-06 16:56

อนุโมทนา ครับ
สิทธ์หลานท่านมหาวีระ

#1 By cesarmonsters on 2010-05-21 03:01