...มองบ้านมองเมือง T_T
posted on 21 May 2010 01:08 by topxcite in Vision"ลองมอง....หนทางข้างหน้า ทางออกของชาติบ้านเมืองจะเป็นยังไง อะไรคือปัญหาอันเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ จะมีทางแก้ปัญหานั้นได้มั้ย และถ้ามีทางแก้ปัญหานั้นแล้วจะมีปัญญาแก้มั้ยหรือจะยอมแก้มั้ย (เพราะหากยอมแก้จริงๆเหล่าผู้มีอำนาจอาจเสียผลประโยชน์มหาศาล)"
คำพูดนี้ผมตั้งเป็นคำถามเล่นๆบนหน้าเฟสบุ๊คของผม เป็นคำถามปลายเปิดตอบได้ตามใจชอบไม่โดนหักคะแนน แต่ในบล๊อกนี้ ผมอยากลองเสนอความคิดเห็นของผมดูมั่ง ไม่ได้เขียนอะไรในบล๊อกนานละ
พอผมเริ่มตั้งคำถาม คนอื่นก็ตั้งคำถามกับผมว่า ตกลงมึงแดงหรือเหลือง.... ถ้าผมจะบอกว่าผมเป็นกลางก็จะหาว่าตอแหลบ้าง ขี้ขลาดบ้าง....ผมเลยบอกว่าผมมีสีของผมเองแล้วจากคำถามหัวข้อ ต่อไปนี้คือความคิดของผม สีของผม ....แรกสุดผมคิดจะพูดถึงกลยุทธเกี่ยวกับการจัดการการชุมนุม แต่นะ มันเลยจุดนั้นมาแล้ว หาทางทำประเทศของเราให้ดีขึ้นดีกว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้น...
...อะไรทำให้ประเทศแยกเป็น 2 ฝ่าย (หรืออาจจะมากกว่า 2 แต่ว่ากันหลักๆคือ เหลืองกะแดง) มองย้อนกลับไปว่าอะไรทำให้เกิดการแบ่งแยก หลายๆคนคงตอบว่ารัฐบาล ที่เห็นได้ชัดคือตั้งปต่รัฐบาลของนายเหลี่ยม.... เอา ผมลองเชื่อดู... รัฐบาลนายเหลี่ยมทำให้เริ่มเกิดเสื้อเหลือง แล้วน้องแดงก็ตามมา ถามต่อว่าทำไม คราวนี้เอาเหตุผลของเหลืองกะแดงมาถกกันเลย เหลืองว่า นายเหลี่ยมและพวกสมรู้ร่วมคิดโกงกินบ้านเมือง ต้องไล่ แต่แดงบอก นายเหลี่ยมมันเก่ง ได้ใจชาวแดง บริหารประเทศเก่งอยู่แล้วประเทศเจริญ (นี่ยังไม่รวมแนวคิดต่อๆมาในการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่อยากพูดถึง เด๋วไม่จบ)
.... เอาเป็นว่า จากเหตุของเหลืองและแดงเรารู้แล้วว่า รัฐบาลนายเหลี่ยมนี่เป็นไง ตามความเห็นผม ผมยอมรับว่าเค้าเก่งครับ สมัยเรียนผมเคยเขียนบทความด้านเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึ่ง ในกรณีพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตปี 40เป็นการใช้ dual track policy รู้แค่นี้ ไม่อธิบายเด๋วยาวเกิน....คือนายเหลี่ยมและพวกบริหารประเทศโดยใช้นโยบายประชานิยมหลายๆอย่าง คือ นอกจากจะปริหารประเทศเก่งแล้ว ยังเป็นขวัญใจคนจนด้วย ผ่านทางโครงการรัฐต่างๆ (ยังกะแจกตัวให้ชาวบ้านตาดำๆใช้ฟรี เจ้าพนักงานที่รับมอบงบไปก็ได้ค่าต๋งด้วย) คือ ได้กินกันตั้งแต่ต้นยันปลาย รวมๆคือ ทั้งสายที่กินกันรักนายเหลี่ยมที่สุดเลย .....แต่ไอ้เงินที่กินๆ คือเงินภาษีประชาชน ที่สำคัญมันอยู่นอกงบประมาณแผ่นดินด้วย (สร้างภาษีให้รัฐบาลในอนาคตอีก)...เรามาสรุปรายงานชิ้นนั้นของผมกันแค่นี้ก่อน
....เหตุแห่งผล ก็คือ นานแสนนานที่ผ่านมา โครงการของภาครัฐที่หว่านลงไปสู่รากหญ้า มันแทบจะไม่เคยไปถึงรากเลย แค่เริ่มหว่าน ก็ระเหยไปกลางอากาศหมดแล้ว...คือ มันเกิดการกินกันเป็นทอดๆ ส่วนที่ตกถึงท้องชาวบ้านมีแค่ถนนดินแดง และอาคารราชการเก่าๆแต่ยุคนายเหลี่ยม ชาวบ้านรู้สึกว่ากูเริ่่มได้มั่งแล้ว มันแจกทั่วถึง... เหตุนี้เป็นเพราะัระบบการบริหารบ้านเมือง และความอ่อนแอของกฎหมาในการเอาผิดพวกขี้ฉ้อ (พอมีการแก้กฎหมายที่เกิดผลเสียต่อนักการเมืองก็จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนกันถ้วนหน้า)
เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง
....เมื่อมองเหตุ จำแนกเหตุ ...เหตุนั้นไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากระบบและผู้คุมระบบ คือฝ่ายบริหารนั่นเอง....การแก้ จงแก้ที่ตัวต้นเหตุคือระบบการบริหารราชการแผ่นดินอันเชื่องช้า และการกินกันเป็นทอดๆ หลายๆคนด่านายเหลี่ยมที่นายเหลี่ยมมองประเทศเป็นบริษัทๆหนึ่ง แล้วเค้าก็พยายามบริหารบริษัทนั้น... ผมมองว่าเค้าทำถูกครับ เพียงแต่การใช้คำที่ออกทำให้พวกหัวโบราณหลายคนต้องออกมาค้านว่ามึงมองว่าประเทศเป็นบริษัทของมึงได้ไงวะ .....แต่ตรงจุดนี้นายดึกในเข้าใจนายหน้าเหลี่ยม ระบบการบริหารของไทยแต่โบราณ มันมีเรื่องต่างๆที่นับว่าเป็นรูๆๆๆรั่วๆมากมายเหลือเกิน ที่งเรื่องเด็กฝาก เรื่องการคอรัปชั่น เรื่องการดำเนินการที่ช้า และอีกล้านแปดเรื่อง หากผู้บริหารมองแบบบูรณาการณ์ว่า ประเทศเสมือนบริษัทแห่งหนึ่ง การดูแลหารูรั่วต่างๆที่มันจะทำให้บริษัทเจ้งคือหน้าที่หลัก จากนั้นอุดรูรั่วเหล่านั้นซะ .... และต้องเข้าใจว่า การเปรียบประเทศเป็นบริษัทเป็นการอุปมาอุปมั้ยนะครับ ไม่ใช่มองว่าจะเป็นการตักตวงผลประโยชน์ซะอย่างเดียวผู้ที่จะมาบริหารประเทศจึงเปรียบเสมือนนักบริหารหรือ CEO โดยคนทั้งเป็นเทศคือผู้ถือหุ้น
จะมีปัญญาแก้มั้ย จะยอมแก้มั้ย
... การจะทำประเทศให้ดีขึ้นเจริญขึ้นนั้น สิ่งหนึงที่มันขวางทัศนะนี้ของผม ผมคิดว่าเป็นนักการเมืองครับ (ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว) คำจำกัดความของนักการเมืองของผมก็คือ "ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง" ..... ก่อนที่การชุมนุมจะบานปลายถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง ก่อนที่จะคิดแก้ปัญหา เค้าเหล่านี้ ยังพยายามต่อรองกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง....นี่แหละครับ คนที่กำลังกุมบังเหียรของประเทศ (อันนี้ผมไม่ได้เจาะจงด่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านนะ ผมด่าทั้งหมดเลย)
...ก่อนหน้านี้หลายปี ตั้งแต่เหลืองยังชุมนุมใหม่ๆ มีเพื่อนถามความเห็นของผมในการบริหารประเทศ ตอนนั้นผมมีความเห็นเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บางคนที่บอกว่า "คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย" และผมยังเห็นว่า ควรมอบคืนอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินคืนให้พระเจ้าอยู่หัว .....แต่เวลานี้มีพวกชั่วบางกลุ่ม ลบหลู่ท่าน ดึงท่านลงมา แนวความคิดส่วนนี้เลยเปลี่ยนไป.....เมื่อเปรียบเราเป็นลูก พระองค์ท่านเป็นพ่อ ในสมัย ร.๗ ลูกดื้อดึงดันขอให้พ่อมอบความไว้วางใจในการดูแลบ้านแล้วพ่อก็ให้ หลายปีผ่านมาลูกน่าจะโตได้แล้ว แต่บ้านก็กำลังจะแตกเหมือนกัน เราจะเอาภาระอันเกิดจากสิ่งที่เราขอมานี้ โยนกลับไปให้พ่อได้อย่างไร...ผมขออุปมาดังนี้ (ด้วยเหตุนี้ หากใครฟังลุงสนธิพูดเมื่อหลายวันก่อน ว่าอยากให้นักการเมืองวางมือ แล้วมอบคืนพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมืองต่างๆตือแก้พระเจ้าอยู่หัว ผมจึงขอเห็นต่าง และมองว่าไม่ควรอย่างยิ่งแต่ยังแอบมองว่า นักการเมืองที่เป็นนักการเมืองดั้งเดิม ควรยุติได้แล้ว คุณทำลายประเทศมามากพอแล้ว)
....ทีนี้มาลองจัดการแก้กัน ทีนี้ผมของวางหมากง่ายๆ 3 ตัวหลัก คือ นักบริหาร การทหาร และการทูต ....นักบริหาร คือผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศตามแบบ CEO เลย ผมเห็น่วายิ่งเป็นนักธุรกิจยิ่งดี เพราะในปัจจุบัน การแข่งขันด้านธุรกิจออกจะเข้มข้นมากกว่าด้านสงคราม คือ คุณมีกำหนดวาระ 4 ปีอยู่แล้ว แต่สิทธิ์ของคุณคือลูกจ้างของผู้ถือหุ้นคือประชาชน และต้องสำนึกไว้เสมอด้วย...การทหารรองลงมา คือต้องมีการบริหารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทั้งกองทัพและความมั่งคงภายในให้เหมาะสม ส่วนการทูต คือการติดต่อกับต่างประเทศและเป็นเสมือนฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์จองประเทศเลยว่างั้น อันเป็นการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ หากจัดเรียงวางลงในกระทรวงต่างๆอย่างเหมาะสมคงดีลองวางแนวทางง่ายๆ แต่ไม่ง่ายในการปฏิบัติ
...การบริหารประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่มันเป็นการคงอยู่หรือล่มสลายของประเทศ การต่อสู้กับความจนของคนทั้งประเทศ ย่อมเป็นเรื่องใหญ่กว่าการขาดทุนจนไม่มีปันผลจากให้ผู้ถือหุ้น
edit @ 21 May 2010 02:17:17 by นายดึกใน