posted on 06 Nov 2009 01:11 by topxcite in Pic
ลมร่ายไม้ร่ายระเริงเสียง
ส่ายเพียงแผ่นฟ้าภูผาไหว
แดดสาดส่องปรุทะลุใบ
ไล้ไม้โลมไม้ลงมาดิน
หริ่งหริ่งเรื่อยรับระยับไม้
ร่ายเพลงแห่งไพรและเพิงหิน
ผีเสื้อใบไม้พริบพรายบิน
ค่อยร่วงค่อยรินระเริงรำ
ความนิ่งมีในความไม่นิ่ง
ลึกซึ้งหนึ่งสิ่งในสิ่งส่ำ
หยัดร่างหยั่งรากแกร่งกรากกรำ
ทำโดยไม่ทำตลอดมา
ดวงแดดเลือนดับกับพื้นทราย
ใบไม้ทักทายกับลมป่า
ความเงียบกึกก้องอยู่โกลา
เสียงของธรรมดาอันได้ยิน
บทกลอนร่ายไม้ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
หลังจากถ่ายรูปนี้มา แล้วได้มานั่งอ่านบทกลอนบทนี้ รู้สึกว่ามันสามารถบรรยายสิ่งที่เป็นต้นไม้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แม่ว่ารูปที่ถ่ายมาจะได้ได้เข้าไปถ่ายในป่าจริงๆ แต่ความเป็นต้นไม้ซึ่งถูกบรรยายด้วยบทกลอน ก็ลึกซึ้งจนทำให้ภาพไม้ในเมืองภาพนี้ดูมีสีสัน
รูปนี้ผมถ่ายจากในซอยบ้านผม ด้วน IR filter แล้วนำมา process สี ใน photoshop อีกเล็กน้อย
posted on 21 Oct 2009 14:04 by topxcite in Pic
ไปลองนั่งค้นรูปเก่าๆเล่น
เลยไปเจอรูปน้องสาว ถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว
เลยลองเอามาทำเป็นสี ขาวๆดำๆดูครับ
posted on 13 Oct 2009 02:11 by topxcite in Story
หัตถจักรมณฑณ (2)
กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง
เมื่อการ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก ไม่อาจรักษามณฑลเคลื่อนไหวเฉพาะตนได้และขาดประสิทธิภาพในการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเกิดจากการฝึกฝนที่ไม่ชำนานคล่องแคล่ว หรือยังไม่บรรลุซึ่งความสำเร็จอย่างเต็มที่ หรือเพราะคู่ต่อสู้มีกำลังเข้มแข็งกว่า และสามารถทำลายระยะห่างระหว่างมณฑลได้ (วงนอก) การเผชิญหน้าอย่างใหล้ชิด (วงใน) ก็จะเกิดขึ้น
วิชามวยไทยแสดงเทคนิคพื้นฐานของการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิดนี้โดยการสร้างสมดุลแห่งแรงบิดเป็นรูปสามเหลี่ยมให้เป็นกรอบบังคับ และกำหนดทิศทางของแรงเป็นวงกลมปิดไปมาอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมนั้น คือเริทต้นด้วยการเผลิญหน้าโดยตรง แล้วแถออกด้านข้าง เรียกว่า "บิดเหลี่ยม"
เผชิญหน้าโดยตรง เรียกว่า โผ หรือผวาเข้าโอบและกอด
ออกข้าง หมายถึง บิดเหลี่ยม
ออกข้างแล้วสลับเหลี่ยม คือการปิดเหลี่ยมไปมา เหมือนการสร้างเส้นบิดโค้งไปมารอบกรอบสามเหลี่ยม หมายถึง "ฟัด"
หากคู่ต่อสู้เพิ่มกำลังเพื่อขืน ครูมวยไทยโบราณท่านให้เพิ่มแรงกอดเข้าไปอีก หมายถึง "รัด"
เมื่อเพิ่มแรงกอดจนกลายเป็รแรงรัดแล้ว แรงบิดเหลี่ยมก็ย่อมทวีความแรงขึ้น หมายถึง "เหวี่ยง"
แรงเหวี่ยงที่เกิดจากการบิดนี้ เป็นแรงเบี่ยงที่อาศัยแรงขืนของคู่ต่อสู้นั้นเอง เป็นแรงส่งนำไปสู่การเหวี่ยงย้อนกลับเพราะกรอบสามเหลี่ยมจำกัดพื้นที่ (กรอบสามเหลี่ยมเกิดจากการก้าวเท้าคล่อมและทำให้ตัวอยู่ในมุมเอียง)
แรงขับเคลื่อ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก มีหลักปรัมปราเป็นหลักวิชาไสยศาสตร์ไทยเรียกว่าหลักวิชาแคล้วคลาด และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่นั้นเองว่า "พรหมสี่หน้า" และ "พระรถโยนสาร" ทำนองเดียวกับแรงขับเคลื่อเหตุการณ์ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก กำลังที่ใช้ในเหตุกาณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง ของวิชาศิลปะมวยไทย ก็มีตำนานปรัมปรากำกับ ตรงกับวิชาเรียกกำลังของไสยศาสตร์ และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่ด้วย คือ "หนุมานผลาญยักษ์"
ไสยศาสตร์ไทยเรียกวิชาในเหตุการณ์ "หนุมานผลาญยักษ์" ว่าบทหนุมาน เป็นบทที่ใช้เพื่อควบคุมเหตุการณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง เรียกว่า "พระมนต์กำลังหนุมาน" มีบทแก้เรียกว่า "คาถาหนุมานคลุกฝุ่น" นอกจากมีคาถาที่เป็นระหัสแล้วยังมีสัญลักษณ์ภาพหนุมานเป็นภาพลายเส้นจิตรกรรมไทยสำหรับสักลงไปบนผิวกายด้วยหมึกดำโดยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อีกด้วย
พระมนต์กำลังหนุมาน มีความว่า
"โอม กรวิ กรวิ เกราะเพชรหนุมานเจ้า แรงเจ็ดช้างสาร พระหนุมานเจ้าเข้าแบกเอาภูเขาใหญ่ โอม มะอิกะวิติจิปิเสคิ โอมเพชรชชะคงคงฯ"
พระคาคาหนุมานคลุกฝุ่น มีความว่า
"โอม ผงเผ้าเถ้าธุลี คงกระพันชาตรี สวาหะ หนุมานะ คลุกคลีตีมะอะฯ"
ปล. ที่เหลือก็ขอค้างไว้อีกรอบแล้วกันครับ ยาวเหลือเกิน เอาแค่นี้ก่อนเนอะ อิอิ
posted on 12 Oct 2009 06:47 by topxcite in Story
หัตถจักรมณฑล
หัตถ จักรมณฑล หมายถึง พื้นที่อันเป็นที่หมุนเคลื่อนไปของมือ เป็นบางส่วนของวิชาธนุรเวท (ตามกลับไปดูใน มวยโบราณ 2 นะ) ซึ่งหลงเหลือแต่อารัมภบทว่า
"สิทธิกายะ ถ้าผู้ใดเรียนรู้ซึ่งคำภีร์ธนุรเวทนี้โดยขึ้นใจช่ำชองแล้ว ก็สามารถจะกระทำยุทธสงครามเอาชัยชนะแก่ช้าศึกได้ มีคำอธิบายว่า ปางก่อนอย่าว่าแต่มนุษย์ฝ่ายเดียวเลย ถึงว่าเทวดาทั้งหลายก็ยังไม่สามารถรู้คัมภีร์ธนุรเวทนี้ตลอดได้ จังต้องปราชัยในการรบกับพวกอสูรยักษ์ ครั้นภายหลังเทพยดาได้ช่องทางโอกาสถึงได้เล่าเรียนข้อลึกซึ่งในคำภีร์ ธนุรเวทได้ตลอดทุกๆข้อ ด้วยเหตุที่ท้าวมหาพรหมเป็นผู้มาประสิทธิ์ประสาทให้ฯ
โอม นโม ภควเตธํ ธนุรเวทาย นาม รักษา รักษา มม ศัตรูน ภักษย หุมปฏ สวาหาฯ"
ครูมวยโบราณได้แยกประสิทธิภาพของวัฏจักรเหตุการณ์ ในหัตถจักรมณฑลไว้ดังนี้
๑. ป้อง-ปัด- ปิด-ปก
๒. กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง
๓. ยุด-เหนี่ยว-เกี่ยว-หนีบ
๔. ทุ่ม-ทับ-จับ-หัก
๕. ย่อ-ยั้ง-ยอ-ย้อน
ป้อง-ปัด- ปิด-ปก เป็นท่าต่อเนื่องจากท่าจดมวย หรือท่าคุมพื้นฐานไม่ใช่ท่ารับหรือท่าเตรียมรับ หากแต่เป็นท่าบิดเบือนโอกาสรุกตีจากคู่ต่อสู้ คำว่า"บิดเบือนโอกาส" หมายถึง การทำลายจังหวะ การทำให้คู่ต้อสู้ไม่ชัดเจนในเป้าหมายที่จะรุกโจมตี ส่วนของแขนที่ใช้เปิดพื้นที่ (มณฑล) และกวาดเป็นวง (จักร) ได้แก่ พลังหมด แขน ศอก และศอกปนแขน ซึ่งพร้อมที่จะเป็นอาวุธรุกโต้อย่างฉับพลันด้วย กล่าวกันว่าผู้ที่ฝึกมาดีแล้ว กำลังแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในมณฑลจะถูกสะท้อนเด้งกลับไปหมด ถึงขั้นหักทำลายด้วย อย่
posted on 10 Oct 2009 12:58 by topxcite in Story
ความสอดคล้องระหว่างกระบวนท่ามวยไทย กับตำนานความเชื่อทางไสยเวทย์ต่างๆ
คงห่างจากกันไม่ได้ ....ต้องแต่รำการไหว้ครูมวย ดูผิวเผินอย่างคนไม่รู้
ก็จะคิดว่า เป็นการร่ายรำเพื่อที่จะรักษาธรรมเนียม ปฏิบัติเฉยๆ
แต่หารู้ไม่ว่า แต่ละท่วงท่า มีการบอกเล่าเรื่องราว
คล้ายกับการตัดไม้ข่มนาม(เรียกถูกป่าวหว่า)
คือกระทำที่ข่มศัตรูตามแบบวิธีโบราณ
นอกจากนี้ยังแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมภาใต้คติรามเกียรติ์...ดังท่า
"เทพ
พนม ปฐม พรหมสี่หน้า เทพนิมิต นารายน้าวศร ยูงฟ้อนหาง อินทราขว้างจักร
พยัคฆ์ด้อมกวาง ย่างสามขุม คุมเชิงครู ดูดัสกร ฟ้อนลองเชิงฯ"
อันดับแรก เทพพนม (ไม่ใช่ที่อยู่ข้างโลงศพ) เป็นการนมัสการพระรัตนไตร ดังเช่นการเริ่มสวดมนต์ไหว้พระนั่นแหละครับ
ส่วน
บทที่่ว่าด้วยนารายน้าวศรนั้น เป็นเรื่องของการใช้ท่าในวิชาธนุรเวท
อันเป็นศาสตร์ที่นับเป็นตำนานมาแต่โบราณ ที่ว่าด้วยปรัชญาพัฒนากำลังกาย
อันเป็นศิลปศาสตร์ในการใช้กำลังแขน เป็นหนึ่งใน 18
ศิลปศาสตร์แห่งนครตักศิลา (ตามตำนานของพระพุทธศาสนา)
ความสำเร็จของวิชาธนุรเวทนี้
อยู่ที่การเรียกกำลังแขนให้มีพลังเท่าชายฉกรรจ์ 1,000 กายพล (แรงกาย)
(โดยผู้สำเร็จวิชานี้ในสมัยพุทธการมีอยู่ 3 ท่าน คือ
เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดา
เจ้าชายพันธุละมัลลบุตรมหาเสนาบดีแห่งแคว้นโกศล
และพระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพีแคว้นวังสะ
อีกกระบวนท่าที่มีความ
สำคัญก็คือ ท่าย่างสามขุม.... หรือ ย่างสามขุมคลุมแดนยักษ์
โดยมีเรื่องเล่าตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดูกล่าวไว้ว่า
"...ครั้งนั้น
พระอิศวรเป็นเจ้าประทับเกษมพระสำราญอยู่กับพระอุมาในแดนสวรรค์
(ตามคติของลัทธิฮินดูหรือไสยศาสตร์หมายความว่าแดนแห่งความสว่างรุ่งเรือง)
พรั่งพร้อมด้วยเทพยดาและสาวสวรรค์ฟ้อนรำบำเรอถวาย โดยมีคนธรรพ
ขับกล่อมมโหรีปี่พาทย์ระคนเสียงปี่๖๐,๐๐๐เลา
เมื่อเวลางานรื่นเริงของชาวสวรรค์ยุติลง
อมรใหญ่น้อยทั้งปวงเตรียมแยกย้ายกันกลับวิมานแห่งตน
พระผู้เป็นเจ้าทรงชายพระเนตรเห็นอสูรตาตะวันหมอบเฝ้าอยู่แทบฐานพิมานเมฆ
ก็ทรงพอพระทัย ในความจงรักภัคดี จึงตรัสปราศรัยด้วยถ้อยมธุรส
ฝ่ายพญายักษ์เลยลำพองใจเห็นได้ท่าก้มหัวลงกราบทูล ขอประทาน
ที่ดินเป็นกรรมสิทธ์ กว้างยาวโดยคณา ๓๐๐ โยชน์ (เท่ากับ๑๐๐ ตารางไมล์)
พร้อมด้วยพรว่า สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นเดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา นาคา
กุมภัณฑ์ หรืออสูรใดๆ หากบุกรุกเข้าไปในดินแดนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว
ไซร้ ขอจับกินเป็นอาหารได้ตามอำเภอใจ พระอิศวร ก็จำต้องประทานพรและที่ดิน
ให้แก่ยักษ์ตามขอ
.....เมื่อท้าวตาตะวันได้สิ่งพึงประสงค์ง่ายดายสมใจก็
กลับคืนสู่ที่อยู่ ข้างเขาพระสิเนรุราชบรรพต มีความปลาบปลื้มลืมตัว
เมามัวอำนาจคาดคิดจะล้มฟ้า กำเริบอยากกิน สัตว์แปลกๆ
เป็นอาหารตามสันดานเลว ตั้งพิธีเพิ่มตบะร่ายมนต์วิเศษขึ้น
ด้วยแรงฤทธิ์รากษสร้าย แรงฤทธิ์วิศวมนต์
เทวดามนุษย์และสัตว์โลกน้อยใหญ่หลากหลายที่ต้องมนต์พากันหลงใหลล่วงล้ำเข้า
ไปใน แดนมฤตยู โดยมิได้ตั้งใจ
ท้าวตาตะวันเห็นดังนั้นดีใจจนน้ำลายไหลไล่จับกิน ได้สัตว์กินสัตว์
ได้มนุษย์กินมนุษย์ ตลอดจนเทวดานางฟ้าและคนธรรพ ต่างถูกกิน
คราวละมากๆไม่เว้นแต่ละวัน ร้อนถึงพวกที่ยังไม่ถูกกินต่างพากันหวั่นเกรง
นั่งนอนสะดุ้ง ประสาทเสื่อมไปตามๆกัน จึงปรึกษาหารือ
ตกลงชวนกันขึ้นเฝ้าพระอิศวร บรรยายทุกข์ร้อนให้พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบ
.....
พระอิศวรได้ฟังก็ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เทพบุตรไปตามพระนารายณ์
ซึ่งประทับบรรทมอยู่ ณ เกษียรสมุทร
ให้รีบปราบยักษ์เพื่อกำจัดยุคเข็ญโดยด่วน
.....คนไทยส่วนมากย่อมทราบอยู่
แล้วว่า พระนารายณ์เป็นเทพเจ้าซึ่งไม่โปรดยักษ์มารที่คตโกง การปราบปราม
ก็เด็ดขาดรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตทุกราย เช่น
ปราบยักษ์นนทุกข์ผู้ได้พรนิ้วเพชรแล้วเที่ยวชี้ใครต่อใครตาย เป็นระนาว
หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน เดือดร้อนแก่เหล่ามัตตัยไม่มีที่อยู่
และอสูรหอยสังข์ ผู้ขโมยคัมภีร์ประเวท เป็นต้น
.....ครั้นพระนารายณ์ได้
ทราบพระโองการของพระผู้เป็นเจ้า จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์รูปงาม
นวยนาดเอื่อยๆ ล่วงล้ำเข้าไปในแดนหวงห้าม
ด้วยลักษณะที่คณาจารย์มวยให้ชื่อว่า "นารายณ์ยุรยาตร"
เพื่อสังเกตทีท่าอย่างระมัดระวัง
แบบนักมวยได้ยินสัญญาณระฆังให้เริ่มต่อสู้กัน
.....ทันใดนั้นอสูรตาตะวัน
ผู้ก่อความมืดมน (ความชั่ว) แก่โลก ก็ตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าร้องว่า
อ้ายหนุ่มเดนตาย มึงทะลึ่งเซ่อซ่าเข้ามาทำไม ไม่กลัวยักษ์จับกินหรือ
.....
พราหมณ์ แสร้งทำเป็นกลัว ตอบคำตะคอกของยักษ์ด้วยสำเนียงสั่นเครือว่า
ท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบเท่า
ข้าน้อยเดินหาที่ดินเพื่อประกอบพิธีตามตำรับพระเวทแห่งวิสัยพราหมณ์ สัก ๓
ก้าว (เล่ห์เหลี่ยม) ไม่ได้คำแหงหาญบุกรุกรบกวน
ขอท่านอสูรได้โปรดเมตตาข้าด้วย เมื่อข้าประกอบพิธีเสร็จแล้ว
แม้จะต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต
เพราะขึ้นชื่อว่าได้ประพฤติสมบรูณ์แบบที่ได้กำเนิดเกิดมาในตระกูลพราหมณ์
แล้ว
.....ท้าว ตาตะวันไม่รู้กลทะนงตนตอบว่า
กูได้ที่ดินแห่งนี้มาจากพระอิศวร
ถ้ามึงอยากได้เพียงใช้ประกอบพิธีกูก็จะยอมให้เท่าที่มึงต้องการโดยไม่คิด
อะไรทั้งหมด
.....พราหมณ์แปลง แกล้งทำเป็นสงสัย ถามอีกครั้งว่า ท่านผู้เป็นใหญ่ ท่านกรุณาให้แล้ว จะกลับเอาคืนหรือไม่
.....อสูรตาตะวันไม่เฉลียวใจ ลั่นวาจาตอบด้วยความคะนองว่า เมื่อกูให้เป็นสิทธ์แล้ว กูก็รักษาสัจจะไม่เอาคืนเป็น อันขาด
.....
ทันทีที่ได้ยินยักษ์ตั้งความสัตย์ พระนารายณ์แปลงก็สำแดงเดช
ป่าหิมพานต์สะท้านสะเทือน "ย่างสามขุม" ยักเยื้องคลุมแดนยักษ์หมดทั้ง ๓๐๐
โยชน์
.....อสูรตาตะวันตกใจ ตะลึง
คิดว่าคงไม่มีใครทำเช่นนั้นนอกจากองค์พระสี่กร นึกขึ้นได้ กลัวตาย
รีบเผ่นหนี เพื่อเอาตัวรอด แต่ไปไม่รอด
ต้องถึงกาลมอดม้วยมรณาด้วยเดชามหาอิทธิฤทธิ์แห่งเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์"
.....
เพราะฉะนั้นตามตำราพระเวทจึง (นับ)ถือเอาการ "ย่างสามขุม"
หรือการก้าวจังหวะยักเยื้องสามเส้าเป็นแบบฉบับ ในขบวนการ "พาหุยุทธ์"
หรือการชกต่อย และใช้อุปเท่ห์เล่ห์เหลี่ยมดำเนินการปลุกปราณ (จิตใจ)
บรรดามัลละ ในขณะเริ่มการต่อสู้ด้วยคติที่ว่า
อย่าแต่ว่าปฏิปักษ์ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเลย แม้ยักษ์
เมื่อต้องประจันหน้ากับ ท่าทาง "ย่างสามขุม"
ยังตกใจกลัวหนีจนไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้
ดูเถอะว่า
แค่กระบวนท่าการไหว้ครูของมวยไทย ยังมีความเป็นมาที่สำคัญถึงเพียงนี้
ขนาดว่ายังไม่ได้เริ่มชกเริ่มรบ ก็เหมือนชนะก่อนลงมือซะแล้ว ....รอบหน้า
จะมาเล่าถึงการออกอาวุธต่างๆนะ (ถ้าไม่ลืม)
ที่มา หนังสือ"มหาเวทย์มวยไทย" และเวป www.muaychaiya.com