...มองบ้านมองเมือง T_T

posted on 21 May 2010 01:08 by topxcite  in Vision

"ลองมอง....หนทางข้างหน้า ทางออกของชาติบ้านเมืองจะเป็นยังไง อะไรคือปัญหาอันเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ จะมีทางแก้ปัญหานั้นได้มั้ย และถ้ามีทางแก้ปัญหานั้นแล้วจะมีปัญญาแก้มั้ยหรือจะยอมแก้มั้ย (เพราะหากยอมแก้จริงๆเหล่าผู้มีอำนาจอาจเสียผลประโยชน์มหาศาล)"

 คำพูดนี้ผมตั้งเป็นคำถามเล่นๆบนหน้าเฟสบุ๊คของผม เป็นคำถามปลายเปิดตอบได้ตามใจชอบไม่โดนหักคะแนน แต่ในบล๊อกนี้ ผมอยากลองเสนอความคิดเห็นของผมดูมั่ง ไม่ได้เขียนอะไรในบล๊อกนานละ

พอผมเริ่มตั้งคำถาม คนอื่นก็ตั้งคำถามกับผมว่า ตกลงมึงแดงหรือเหลือง.... ถ้าผมจะบอกว่าผมเป็นกลางก็จะหาว่าตอแหลบ้าง ขี้ขลาดบ้าง....ผมเลยบอกว่าผมมีสีของผมเองแล้วจากคำถามหัวข้อ ต่อไปนี้คือความคิดของผม สีของผม ....แรกสุดผมคิดจะพูดถึงกลยุทธเกี่ยวกับการจัดการการชุมนุม แต่นะ มันเลยจุดนั้นมาแล้ว หาทางทำประเทศของเราให้ดีขึ้นดีกว่า

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น...

...อะไรทำให้ประเทศแยกเป็น 2 ฝ่าย (หรืออาจจะมากกว่า 2 แต่ว่ากันหลักๆคือ เหลืองกะแดง)  มองย้อนกลับไปว่าอะไรทำให้เกิดการแบ่งแยก หลายๆคนคงตอบว่ารัฐบาล ที่เห็นได้ชัดคือตั้งปต่รัฐบาลของนายเหลี่ยม.... เอา ผมลองเชื่อดู... รัฐบาลนายเหลี่ยมทำให้เริ่มเกิดเสื้อเหลือง แล้วน้องแดงก็ตามมา ถามต่อว่าทำไม คราวนี้เอาเหตุผลของเหลืองกะแดงมาถกกันเลย      เหลืองว่า นายเหลี่ยมและพวกสมรู้ร่วมคิดโกงกินบ้านเมือง ต้องไล่   แต่แดงบอก นายเหลี่ยมมันเก่ง ได้ใจชาวแดง บริหารประเทศเก่งอยู่แล้วประเทศเจริญ (นี่ยังไม่รวมแนวคิดต่อๆมาในการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่อยากพูดถึง เด๋วไม่จบ)

.... เอาเป็นว่า จากเหตุของเหลืองและแดงเรารู้แล้วว่า รัฐบาลนายเหลี่ยมนี่เป็นไง ตามความเห็นผม ผมยอมรับว่าเค้าเก่งครับ สมัยเรียนผมเคยเขียนบทความด้านเศรษฐศาสตร์ชิ้นนึ่ง ในกรณีพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตปี 40เป็นการใช้ dual track policy รู้แค่นี้ ไม่อธิบายเด๋วยาวเกิน....คือนายเหลี่ยมและพวกบริหารประเทศโดยใช้นโยบายประชานิยมหลายๆอย่าง คือ นอกจากจะปริหารประเทศเก่งแล้ว ยังเป็นขวัญใจคนจนด้วย ผ่านทางโครงการรัฐต่างๆ (ยังกะแจกตัวให้ชาวบ้านตาดำๆใช้ฟรี เจ้าพนักงานที่รับมอบงบไปก็ได้ค่าต๋งด้วย) คือ ได้กินกันตั้งแต่ต้นยันปลาย รวมๆคือ ทั้งสายที่กินกันรักนายเหลี่ยมที่สุดเลย .....แต่ไอ้เงินที่กินๆ คือเงินภาษีประชาชน ที่สำคัญมันอยู่นอกงบประมาณแผ่นดินด้วย (สร้างภาษีให้รัฐบาลในอนาคตอีก)...เรามาสรุปรายงานชิ้นนั้นของผมกันแค่นี้ก่อน

....เหตุแห่งผล ก็คือ นานแสนนานที่ผ่านมา โครงการของภาครัฐที่หว่านลงไปสู่รากหญ้า มันแทบจะไม่เคยไปถึงรากเลย แค่เริ่มหว่าน ก็ระเหยไปกลางอากาศหมดแล้ว...คือ มันเกิดการกินกันเป็นทอดๆ ส่วนที่ตกถึงท้องชาวบ้านมีแค่ถนนดินแดง และอาคารราชการเก่าๆแต่ยุคนายเหลี่ยม ชาวบ้านรู้สึกว่ากูเริ่่มได้มั่งแล้ว มันแจกทั่วถึง... เหตุนี้เป็นเพราะัระบบการบริหารบ้านเมือง และความอ่อนแอของกฎหมาในการเอาผิดพวกขี้ฉ้อ (พอมีการแก้กฎหมายที่เกิดผลเสียต่อนักการเมืองก็จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนกันถ้วนหน้า)

 

เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ยังไง

....เมื่อมองเหตุ จำแนกเหตุ ...เหตุนั้นไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากระบบและผู้คุมระบบ คือฝ่ายบริหารนั่นเอง....การแก้ จงแก้ที่ตัวต้นเหตุคือระบบการบริหารราชการแผ่นดินอันเชื่องช้า และการกินกันเป็นทอดๆ หลายๆคนด่านายเหลี่ยมที่นายเหลี่ยมมองประเทศเป็นบริษัทๆหนึ่ง แล้วเค้าก็พยายามบริหารบริษัทนั้น... ผมมองว่าเค้าทำถูกครับ เพียงแต่การใช้คำที่ออกทำให้พวกหัวโบราณหลายคนต้องออกมาค้านว่ามึงมองว่าประเทศเป็นบริษัทของมึงได้ไงวะ .....แต่ตรงจุดนี้นายดึกในเข้าใจนายหน้าเหลี่ยม  ระบบการบริหารของไทยแต่โบราณ มันมีเรื่องต่างๆที่นับว่าเป็นรูๆๆๆรั่วๆมากมายเหลือเกิน ที่งเรื่องเด็กฝาก เรื่องการคอรัปชั่น  เรื่องการดำเนินการที่ช้า และอีกล้านแปดเรื่อง หากผู้บริหารมองแบบบูรณาการณ์ว่า ประเทศเสมือนบริษัทแห่งหนึ่ง การดูแลหารูรั่วต่างๆที่มันจะทำให้บริษัทเจ้งคือหน้าที่หลัก จากนั้นอุดรูรั่วเหล่านั้นซะ .... และต้องเข้าใจว่า การเปรียบประเทศเป็นบริษัทเป็นการอุปมาอุปมั้ยนะครับ ไม่ใช่มองว่าจะเป็นการตักตวงผลประโยชน์ซะอย่างเดียวผู้ที่จะมาบริหารประเทศจึงเปรียบเสมือนนักบริหารหรือ CEO โดยคนทั้งเป็นเทศคือผู้ถือหุ้น

 

 จะมีปัญญาแก้มั้ย จะยอมแก้มั้ย

... การจะทำประเทศให้ดีขึ้นเจริญขึ้นนั้น สิ่งหนึงที่มันขวางทัศนะนี้ของผม ผมคิดว่าเป็นนักการเมืองครับ (ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว) คำจำกัดความของนักการเมืองของผมก็คือ "ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง" ..... ก่อนที่การชุมนุมจะบานปลายถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง ก่อนที่จะคิดแก้ปัญหา เค้าเหล่านี้ ยังพยายามต่อรองกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง....นี่แหละครับ คนที่กำลังกุมบังเหียรของประเทศ (อันนี้ผมไม่ได้เจาะจงด่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านนะ ผมด่าทั้งหมดเลย)

...ก่อนหน้านี้หลายปี ตั้งแต่เหลืองยังชุมนุมใหม่ๆ มีเพื่อนถามความเห็นของผมในการบริหารประเทศ ตอนนั้นผมมีความเห็นเช่นเดียวกับผู้ใหญ่บางคนที่บอกว่า "คนไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย" และผมยังเห็นว่า ควรมอบคืนอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินคืนให้พระเจ้าอยู่หัว .....แต่เวลานี้มีพวกชั่วบางกลุ่ม ลบหลู่ท่าน ดึงท่านลงมา แนวความคิดส่วนนี้เลยเปลี่ยนไป.....เมื่อเปรียบเราเป็นลูก พระองค์ท่านเป็นพ่อ ในสมัย ร.๗ ลูกดื้อดึงดันขอให้พ่อมอบความไว้วางใจในการดูแลบ้านแล้วพ่อก็ให้ หลายปีผ่านมาลูกน่าจะโตได้แล้ว แต่บ้านก็กำลังจะแตกเหมือนกัน เราจะเอาภาระอันเกิดจากสิ่งที่เราขอมานี้ โยนกลับไปให้พ่อได้อย่างไร...ผมขออุปมาดังนี้ (ด้วยเหตุนี้ หากใครฟังลุงสนธิพูดเมื่อหลายวันก่อน ว่าอยากให้นักการเมืองวางมือ แล้วมอบคืนพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมืองต่างๆตือแก้พระเจ้าอยู่หัว ผมจึงขอเห็นต่าง และมองว่าไม่ควรอย่างยิ่งแต่ยังแอบมองว่า นักการเมืองที่เป็นนักการเมืองดั้งเดิม ควรยุติได้แล้ว คุณทำลายประเทศมามากพอแล้ว)

....ทีนี้มาลองจัดการแก้กัน  ทีนี้ผมของวางหมากง่ายๆ 3 ตัวหลัก คือ นักบริหาร การทหาร และการทูต ....นักบริหาร คือผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศตามแบบ CEO เลย ผมเห็น่วายิ่งเป็นนักธุรกิจยิ่งดี เพราะในปัจจุบัน การแข่งขันด้านธุรกิจออกจะเข้มข้นมากกว่าด้านสงคราม คือ คุณมีกำหนดวาระ 4 ปีอยู่แล้ว แต่สิทธิ์ของคุณคือลูกจ้างของผู้ถือหุ้นคือประชาชน และต้องสำนึกไว้เสมอด้วย...การทหารรองลงมา คือต้องมีการบริหารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับทั้งกองทัพและความมั่งคงภายในให้เหมาะสม ส่วนการทูต คือการติดต่อกับต่างประเทศและเป็นเสมือนฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์จองประเทศเลยว่างั้น อันเป็นการสื่อสารทั้งภายในและภายนอก ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ หากจัดเรียงวางลงในกระทรวงต่างๆอย่างเหมาะสมคงดีลองวางแนวทางง่ายๆ แต่ไม่ง่ายในการปฏิบัติ

 

 

...การบริหารประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่มันเป็นการคงอยู่หรือล่มสลายของประเทศ การต่อสู้กับความจนของคนทั้งประเทศ ย่อมเป็นเรื่องใหญ่กว่าการขาดทุนจนไม่มีปันผลจากให้ผู้ถือหุ้น

 

 

 

edit @ 21 May 2010 02:17:17 by นายดึกใน

เหตุที่ต้องไป

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 52 ที่ผ่านมา พอดีโดนที่บ้านส่งตัวไปบวชธุดงค์ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

 

เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งเสร็จภารกิจด้านวิทยานิพนธ์ แล้วก็เพิ่งกลับจากเที่ยวตระเวณภาคเหนือมา อารมณ์จริงๆขณะนั้น เลยค่อนข้างหงุดหงิดไม่ค่อยอยากไปเอาซะเลย แต่ก็ต้องไปด้วยคำสั่ง และด้วยว่าก่อนหน้าน้ได้รับปากไปแล้วว่า ถ้าหากช่วงที่มีงานบวชธุดงค์ว่าก็จะไปบวช

 วิหารแก้ว

ต้องบอกก่อนว่า การบวชครั้งนี้ เป็นการบวชแบบไม่โกนหัว คือบวชถือศีล 8 และธุดงควัตร หรือที่เรียกกันว่าบวชชีพรามณ์ิ และการไปครั้งนี้ก็ต้องไปก่อนวันงาน 2 วัน เพราะว่าคนเยอะมากๆ เป็นประเพณีประจำปีของที่วัดก็ว่าได้ 2 วัน แรกคือยังไม่ได้นุ่งขาวหุ่มขาวกินข้าว 3 มื้อปกติ จนกระทั่งว้นที่ 3 มีพิธีบวชพระและพรามณ์ ต้องนุ่งขาวหุ่มขาวและถือศีล 8 กิน 2 มื้อ (โดยส่วนตัวเป็นคนกินมื้อเดียวอยู่แล้ว คือบ่ายควบเย็น เพราะตื่นมาก็เที่ยงแล้ว เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่)

 

แต่วันแรกที่ถือศีล 8 นี่สิ เกิดเรื่องเล็กน้อยขึ้นมา คือหลังจากทำวัตรเย็นแล้วเกิดหิวๆขึ้นมา เพราะปกติจะกินช่วบ่ายๆเย็นๆ ไม่ค่อยได้ตื่นเช้ามากินแบบนี้ เลยมานั่งอยู่ที่โรงทานซึ่งเค้าก็ทำอาหารแจกตลอดเวลา มองไปมองมาก็เห็นมีคนกิน เลยกินมั่ง...ดูดิเลวขนาดไหน เพิ่งรับศีลมาหมาดๆก็ทำลายศีลซะแล้ว......และด้วยเหตุนี้ละ ตกกลางคืนมาได้เรื่องเ่ลย

 บวช

 

 

เจออะไรแปลกๆในการบวชคืนแรก

 จากการที่กินอาหารเย็นในเย็นวันแรกปรากฏว่าเกิดอาการท้องเสียขึ้นมา ก็ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน ต้องลงมาเข้าห้องน้ำ...ต้องบรรยาสถานที่พักก่อนว่า ที่ๆนอนคือศาลา 4 ไร่ เป็นโถงโล่งตรงกลางด้านล่างกว้างๆซึ่งเป็นที่ๆเค้ามาตั้งโรงทานกันรอบๆโถงเป็นอีกชั้นยกขึ้นมาเป็นขั้น 2 เป็นห้องน้ำที่ท่านทำเรียงกันมากมายนับร้อยห้อง เพื่อให้ผู้มาทำบุญปฏิบัติได้มีห้องน้ำเข้าเพียงพอ ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักของพราณ์ชาย..ทางออกจากศาลา 4 ไร่หลักๆมี 2 จุด คือฝั่นที่จะออกไปศาลา 12 ไร่ และด้าน 25 ไร่ซึ่งอยู่บริเวณที่จะขึ้นมาทางที่พักพราณ์ชาย คือต้องเดินขึ้นชั้น 2 ที่มีห้องน้ำมาก่อน ถึงจะออกไปได้

 ที่ๆเจอดี

คืนนั้นตื่นขึ้นมาลงมาเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอทำธุระเสร็จ ก็มองไปที่ทางที่เป็นประตูออกจากศาลา 4 ไร่ ปรากฏเห็นผู้คนชุดขาวจำนวนมากกำลังเดินออกจากศาลา 4 ไร่เป็นแถวเลย ไม่ได้ฝันนะ เพราะตอนนั้นมองอยู่นานแต่ไม่ได้ใส่แว่นลงไปด้วย มีแสงสปอร์ตไลท์สาดเข้ามาเป็นเงาพาดพื้น ยืนมองไปยังคิดว่า ถ้ามีกล้องอยู่ในมือคงหยิบมาถ่ายเลน คงสวนน่าดู.....แต่พอขึ้นไปบนห้องดูนาฬิกาปรากฏว่าเทียงคืนกว่าเกือบตี 1 ก็นั่งคิดๆว่าใครมันจะมาเดินวะ จะเดินจงกรมก็ไม่น่าใช่ เพราะทุกคนจะต้องตื่นมานั่งรวมกันที่ลานธรรมตอนประมาณตี 4 ....แล้วไอ้ที่เห็นล่ะมันเป็นอะไร พอไปเล่าให้คนอื่นฟัง เค้าก็บอกว่าสงสัยเทวดามาสงเคราะห์ หรือไม่ก็เตือนละ เพราะเราผิดศีลตั้งแต่วันแรกเองนี่นา

 

ฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง

 ก่อนจะข้ามไปวันฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ต้องเล่าก่อนว่า ในช่วงบวชทุกๆหลังเที่ยง จะมีการจัดให้ฝึกมโนมยิทธิแบบครึ่งกำลังซะก่อน

 

มโนมยิทธิ คืออะไร ของเล่่าตามที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่ากล่าวไว้ว่า "มโนมยิทธิแปลว่ามีฤทธิทางใจ เราสามารถใช้ใจของเราไปเที่ยวสวรรค์ พรหมโลก แดนเปรด นก อสูรกาย และสัตว์เดียรัจฉานได้"ทางสำนักนี้คือวัดท่าซุง ท่านบอกว่าการฝึกนี้ไม่ใช่การฝึกเพื่ออวดอ้างฤทธิเดช แต่เป็นการพาไปให้เห็นจริงว่านรกมี สวรรค์มี เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติเพื่อนบรรลุมรรคผล

 

ในการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ท่านให้นั่งกันเป็นแถวๆ ที่ศาลา 12 ไร่ มีการฝึก 2 วันสุดท้ายของการบวชธุดงค์ คนที่ไม่ได้ธุดงค์แต่ตั้งใจจะมาฝึกงานนี้ก็มาเยอะ เอาเป็นว่าศาลา 12 ไรที่ว่าใหญ่โต ยังคนเต็มจนล้นออกมา  ...การฝึกท่านให้มียันต์สวมไว้ที่หน้า เป็นยันต์ที่เขียนไว้ว่า "นะโมพุทธายะ" อันเป็นช่อย่อของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ก่อนจะฝึกต้องมีการบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง 4 และเทวดาให้มาช่วย  และทำการสมาทานพระกรรมฐาน จากนั้นท่านก็เปิดวีดีโอที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่านเคยสอนไว้เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่

 ศาลา12ไร่

 

 

อารมณ์ฌาน

 ต้องบอกก่อนว่า ในการฝึกครั้งนี้ผมไม่ได้สำเร็จอะไรหรอก เพียงแต่ได้เข้าถึงอารมณ์ฌานเลยเอามาเล่าสูกันฟัง เข้าถึงยังไงมาดูกัน

ครั้งแรกหลังจากคำสอนของหลวงปู่ท่านพูดจบ ผมก็นั่งภาวนาไปเรื่อย (รอบๆข้างจะมีผู้คนเกิดอาการแปลกๆ บ้างหัวเราะ บ้างมีเสียงกรีดร้อง บ้างร้องไห้แล้วแต่อาการของแต่ละคน) ส่วนผม ตอนแรกนั่งไม่นานได้ยินเสียงต่างๆรอบกาย ก็รู้สึกว่าขนลุกซู่ขึ้นมาหลายยหน จนเริ่มชิน เลยตั้งใจภาวนา (คำภาวนาว่า "นะมะ-พะทะ) พอตั้งใจไม่นาน รู้สึกว่าตำภาวนาเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ลมหายใจเร็วและแรง หัวใจก็เต้นแรงยังกะวิ่งมาจนเหนื่อยเลยละ เลยคิดว่า เอาแล้วไงจ่าจะได้แล้วจะได้ไปก็คราวนี้ พอคิดได้เลยจับภาพพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าไว้ปรากฏว่าหลุดออกมา สมาธิคลายตัวไปดื้อๆเลย 

 ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกพอสมควร เสียงรอบๆข้างเริ่มดังอื้ออึง มีคนที่อยูด้านหน้าไม่ไกลอยู่ๆก็ร้องด่า คนด้านหลังซ้ายถัดๆไปก็ร้องไห้...สมาธิแตกเลย ...คราวนี้เลยตัดสินใจกำหนดว่า จะตัดทุกอย่าง ไม่สนใจมันแล้ว ช่างหัวพวกเสียงเหล่านั้น ก็นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ.......จนเริ่มเข้าสมาธิ คราวนี้ต่างกับครั้งแรกโดยสิ้นเชิง คำภาวนาตามลมหายในเริ่มช้าลงๆจนในที่สุดก็หายไป นิ่งอยู่ซักพักเลยคิดวา เรากำหนดคำภาวนาตามลมหายใจ คำภาวนาหายไปไหน แล้วลมหายใจเราล่ะ..ลมหายใจหยุดไปแล้วเราจะขาดใจมั้ย...ก็สะดุ้นขึ้นมาเฮือกใหญ่ เลยไม่ได้อะไรกันพอดี

 ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ข้ามมาวันที่ 2 ของการฝึก วันนี้รู้สึกว่าไม่ค่อมีสมาธิเท่าไหร่เลย สงสั็ยเพราะกำลังจะกลับบ้านแล้วใจเลยคิดถึงแต่บ้าน วันนี้พอนั่งได้ซักพักรู้สึกปวดเมื่อยขามากๆ ผ้ายันต์ที่ปิดหน้า็รำคาญเต็มที ....นั่งได้ซักพักใหญ่ๆไม่ได้อะไรเลย เลยคิดว่าเอาลองดูซักตั้ง เอาแบบเน้นๆเลย เลยตั้งท่าเข้าสมาธิ ซักพักปรากฏว่า ความรำคาญผ้ายันต์ที่หน้าหมดไป เหมือนไม่มีอะไรมาปิด ความรู้สึกว่าร้อนๆก็หายไป อาการเจ็บขาปวดเมื่อหายไปหมดเลย เมื่อตัวลอยอยู่ในอากาศเฉยๆ รู้สึกสบายมา พออารมทรงตัวซักพักก็คลายออกจากสมาธิ เอาเป็นว่าไม่ได้อะไรเท่าไหร่

 

ผลการฝึก

ในคืนแรกหลังจากที่ฝึกเต็มกำลังวันแรก ก็ไปนั่งคุยในห้องพักกับพี่ๆลุงๆที่พักห้องเดียวกัน ก็ถามกันว่าแต่ละคนได้อะไรกันยังไงมั่ง เลยเล่าอาการทั้ง 2 ให้เค้าฟัง เค้าบอกว่าอาการที่ลมหายใจหายไปเป็นอารมณ์ของฌาน 4 อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูงขึ้น (เมื่อมาศึกษาที่หลังก็เป็นไปตามนั้น และฌาน 4 นี้ หากใช้กับกสินยังสามารถเล่นฤทธิได้ด้วย คือเสกไฟ เดินน้ำได้เป็นต้น เป็นความรู้หนึ่งในพระพุทธศาสนา)

อีกเรื่อง ตอนที่ไปนั่งทำวัตรเย็น ในเย็นวันฝึกวันแรก ก็มีคนที่นั่งข้างๆนั่งคุยกันก็ฟังกับเค้าไปด้วย เป็นผู้หญิง เค้าว่านั่งไปสักพักก็ลุกขึ้นมารำ เลยถามกันว่าเจออะไร พี่คนนั้นเล่าว่า พอนั่งไปก็ปรากฏว่าไปอยู่ที่นึงมีความสวยงามมาก เห็นนางรำๆอยู่ในสวน ตัวเองรำไม่เป็นหรอกแต่รู้สึกว่าอยากเข้าไปร่วมรำ เลยเข้าไป ถัดไปในสวนเห็นเทวดากับนางฟ้า 2 องค์ องค์ใหญ่มากๆ นั่งอยู่ไม่ไกลนัก...ถึงตรงนี้มีคนถามว่าเทวดาท่าแต่งตัวยังไง พี่คนนี้เลยขี้มาที่ขวดน้ำสิงห์ที่วางอยู่หน้าผม แล้วบอกว่า ใส่เสื้อสีฟ้าๆแบบแถบบนขวดนี่แหละ...คนข้างๆเลยชี้ไปที่รูปท่าปู่ท่าย่า (ในวัดท่าซุง จะมีรูปพระอินท์กับท่านแม่พระศรี เป็นรูปวาดตั้งไว้ คนที่นั่นเรียกว่าท่านปู่ท่านย่า) พอพี่คนนั้นเห็นก็สะดุ้งโหยงขนลุกไปทั้งตัว บอกใช่ๆนั่นแหละที่เจอมา

ก็เก็บเป็นเกร็ดมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ  เล่าซะยาวเลย

ไม้ร่าย [pic]

posted on 06 Nov 2009 01:11 by topxcite  in Pic
 
 
ลมร่ายไม้ร่ายระเริงเสียง
ส่ายเพียงแผ่นฟ้าภูผาไหว
แดดสาดส่องปรุทะลุใบ
ไล้ไม้โลมไม้ลงมาดิน
 
หริ่งหริ่งเรื่อยรับระยับไม้
ร่ายเพลงแห่งไพรและเพิงหิน
ผีเสื้อใบไม้พริบพรายบิน
ค่อยร่วงค่อยรินระเริงรำ
 
ความนิ่งมีในความไม่นิ่ง
ลึกซึ้งหนึ่งสิ่งในสิ่งส่ำ
หยัดร่างหยั่งรากแกร่งกรากกรำ
ทำโดยไม่ทำตลอดมา
 
ดวงแดดเลือนดับกับพื้นทราย
ใบไม้ทักทายกับลมป่า
ความเงียบกึกก้องอยู่โกลา
เสียงของธรรมดาอันได้ยิน
 
บทกลอนร่ายไม้ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
 
หลังจากถ่ายรูปนี้มา แล้วได้มานั่งอ่านบทกลอนบทนี้ รู้สึกว่ามันสามารถบรรยายสิ่งที่เป็นต้นไม้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แม่ว่ารูปที่ถ่ายมาจะได้ได้เข้าไปถ่ายในป่าจริงๆ แต่ความเป็นต้นไม้ซึ่งถูกบรรยายด้วยบทกลอน ก็ลึกซึ้งจนทำให้ภาพไม้ในเมืองภาพนี้ดูมีสีสัน
 
รูปนี้ผมถ่ายจากในซอยบ้านผม ด้วน IR filter แล้วนำมา process สี ใน photoshop อีกเล็กน้อย

[pic] เตี้ยน้อย

posted on 21 Oct 2009 14:04 by topxcite  in Pic
 
ไปลองนั่งค้นรูปเก่าๆเล่น
เลยไปเจอรูปน้องสาว ถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว 
เลยลองเอามาทำเป็นสี ขาวๆดำๆดูครับ

มวยโบราณ (4)

posted on 13 Oct 2009 02:11 by topxcite  in Story
หัตถจักรมณฑณ (2)

กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง

    เมื่อการ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก ไม่อาจรักษามณฑลเคลื่อนไหวเฉพาะตนได้และขาดประสิทธิภาพในการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเกิดจากการฝึกฝนที่ไม่ชำนานคล่องแคล่ว หรือยังไม่บรรลุซึ่งความสำเร็จอย่างเต็มที่ หรือเพราะคู่ต่อสู้มีกำลังเข้มแข็งกว่า และสามารถทำลายระยะห่างระหว่างมณฑลได้ (วงนอก) การเผชิญหน้าอย่างใหล้ชิด (วงใน) ก็จะเกิดขึ้น
    
    วิชามวยไทยแสดงเทคนิคพื้นฐานของการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิดนี้โดยการสร้างสมดุลแห่งแรงบิดเป็นรูปสามเหลี่ยมให้เป็นกรอบบังคับ และกำหนดทิศทางของแรงเป็นวงกลมปิดไปมาอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมนั้น คือเริทต้นด้วยการเผลิญหน้าโดยตรง แล้วแถออกด้านข้าง เรียกว่า "บิดเหลี่ยม"
    เผชิญหน้าโดยตรง เรียกว่า โผ หรือผวาเข้าโอบและกอด
    ออกข้าง หมายถึง บิดเหลี่ยม
    ออกข้างแล้วสลับเหลี่ยม คือการปิดเหลี่ยมไปมา เหมือนการสร้างเส้นบิดโค้งไปมารอบกรอบสามเหลี่ยม หมายถึง "ฟัด"
    หากคู่ต่อสู้เพิ่มกำลังเพื่อขืน ครูมวยไทยโบราณท่านให้เพิ่มแรงกอดเข้าไปอีก หมายถึง "รัด"
    เมื่อเพิ่มแรงกอดจนกลายเป็รแรงรัดแล้ว แรงบิดเหลี่ยมก็ย่อมทวีความแรงขึ้น หมายถึง "เหวี่ยง"
    แรงเหวี่ยงที่เกิดจากการบิดนี้ เป็นแรงเบี่ยงที่อาศัยแรงขืนของคู่ต่อสู้นั้นเอง เป็นแรงส่งนำไปสู่การเหวี่ยงย้อนกลับเพราะกรอบสามเหลี่ยมจำกัดพื้นที่ (กรอบสามเหลี่ยมเกิดจากการก้าวเท้าคล่อมและทำให้ตัวอยู่ในมุมเอียง)

    แรงขับเคลื่อ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก มีหลักปรัมปราเป็นหลักวิชาไสยศาสตร์ไทยเรียกว่าหลักวิชาแคล้วคลาด และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่นั้นเองว่า "พรหมสี่หน้า" และ "พระรถโยนสาร" ทำนองเดียวกับแรงขับเคลื่อเหตุการณ์ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก กำลังที่ใช้ในเหตุกาณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง ของวิชาศิลปะมวยไทย ก็มีตำนานปรัมปรากำกับ ตรงกับวิชาเรียกกำลังของไสยศาสตร์ และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่ด้วย คือ "หนุมานผลาญยักษ์"

    ไสยศาสตร์ไทยเรียกวิชาในเหตุการณ์ "หนุมานผลาญยักษ์" ว่าบทหนุมาน เป็นบทที่ใช้เพื่อควบคุมเหตุการณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง เรียกว่า "พระมนต์กำลังหนุมาน" มีบทแก้เรียกว่า "คาถาหนุมานคลุกฝุ่น" นอกจากมีคาถาที่เป็นระหัสแล้วยังมีสัญลักษณ์ภาพหนุมานเป็นภาพลายเส้นจิตรกรรมไทยสำหรับสักลงไปบนผิวกายด้วยหมึกดำโดยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อีกด้วย

    พระมนต์กำลังหนุมาน มีความว่า
    "โอม กรวิ กรวิ เกราะเพชรหนุมานเจ้า แรงเจ็ดช้างสาร พระหนุมานเจ้าเข้าแบกเอาภูเขาใหญ่ โอม มะอิกะวิติจิปิเสคิ โอมเพชรชชะคงคงฯ"

    พระคาคาหนุมานคลุกฝุ่น มีความว่า
    "โอม ผงเผ้าเถ้าธุลี คงกระพันชาตรี สวาหะ หนุมานะ คลุกคลีตีมะอะฯ"

ปล. ที่เหลือก็ขอค้างไว้อีกรอบแล้วกันครับ ยาวเหลือเกิน เอาแค่นี้ก่อนเนอะ อิอิ