เหตุที่ต้องไป

เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 52 ที่ผ่านมา พอดีโดนที่บ้านส่งตัวไปบวชธุดงค์ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

 

เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งเสร็จภารกิจด้านวิทยานิพนธ์ แล้วก็เพิ่งกลับจากเที่ยวตระเวณภาคเหนือมา อารมณ์จริงๆขณะนั้น เลยค่อนข้างหงุดหงิดไม่ค่อยอยากไปเอาซะเลย แต่ก็ต้องไปด้วยคำสั่ง และด้วยว่าก่อนหน้าน้ได้รับปากไปแล้วว่า ถ้าหากช่วงที่มีงานบวชธุดงค์ว่าก็จะไปบวช

 วิหารแก้ว

ต้องบอกก่อนว่า การบวชครั้งนี้ เป็นการบวชแบบไม่โกนหัว คือบวชถือศีล 8 และธุดงควัตร หรือที่เรียกกันว่าบวชชีพรามณ์ิ และการไปครั้งนี้ก็ต้องไปก่อนวันงาน 2 วัน เพราะว่าคนเยอะมากๆ เป็นประเพณีประจำปีของที่วัดก็ว่าได้ 2 วัน แรกคือยังไม่ได้นุ่งขาวหุ่มขาวกินข้าว 3 มื้อปกติ จนกระทั่งว้นที่ 3 มีพิธีบวชพระและพรามณ์ ต้องนุ่งขาวหุ่มขาวและถือศีล 8 กิน 2 มื้อ (โดยส่วนตัวเป็นคนกินมื้อเดียวอยู่แล้ว คือบ่ายควบเย็น เพราะตื่นมาก็เที่ยงแล้ว เลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่)

 

แต่วันแรกที่ถือศีล 8 นี่สิ เกิดเรื่องเล็กน้อยขึ้นมา คือหลังจากทำวัตรเย็นแล้วเกิดหิวๆขึ้นมา เพราะปกติจะกินช่วบ่ายๆเย็นๆ ไม่ค่อยได้ตื่นเช้ามากินแบบนี้ เลยมานั่งอยู่ที่โรงทานซึ่งเค้าก็ทำอาหารแจกตลอดเวลา มองไปมองมาก็เห็นมีคนกิน เลยกินมั่ง...ดูดิเลวขนาดไหน เพิ่งรับศีลมาหมาดๆก็ทำลายศีลซะแล้ว......และด้วยเหตุนี้ละ ตกกลางคืนมาได้เรื่องเ่ลย

 บวช

 

 

เจออะไรแปลกๆในการบวชคืนแรก

 จากการที่กินอาหารเย็นในเย็นวันแรกปรากฏว่าเกิดอาการท้องเสียขึ้นมา ก็ตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน ต้องลงมาเข้าห้องน้ำ...ต้องบรรยาสถานที่พักก่อนว่า ที่ๆนอนคือศาลา 4 ไร่ เป็นโถงโล่งตรงกลางด้านล่างกว้างๆซึ่งเป็นที่ๆเค้ามาตั้งโรงทานกันรอบๆโถงเป็นอีกชั้นยกขึ้นมาเป็นขั้น 2 เป็นห้องน้ำที่ท่านทำเรียงกันมากมายนับร้อยห้อง เพื่อให้ผู้มาทำบุญปฏิบัติได้มีห้องน้ำเข้าเพียงพอ ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักของพราณ์ชาย..ทางออกจากศาลา 4 ไร่หลักๆมี 2 จุด คือฝั่นที่จะออกไปศาลา 12 ไร่ และด้าน 25 ไร่ซึ่งอยู่บริเวณที่จะขึ้นมาทางที่พักพราณ์ชาย คือต้องเดินขึ้นชั้น 2 ที่มีห้องน้ำมาก่อน ถึงจะออกไปได้

 ที่ๆเจอดี

คืนนั้นตื่นขึ้นมาลงมาเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอทำธุระเสร็จ ก็มองไปที่ทางที่เป็นประตูออกจากศาลา 4 ไร่ ปรากฏเห็นผู้คนชุดขาวจำนวนมากกำลังเดินออกจากศาลา 4 ไร่เป็นแถวเลย ไม่ได้ฝันนะ เพราะตอนนั้นมองอยู่นานแต่ไม่ได้ใส่แว่นลงไปด้วย มีแสงสปอร์ตไลท์สาดเข้ามาเป็นเงาพาดพื้น ยืนมองไปยังคิดว่า ถ้ามีกล้องอยู่ในมือคงหยิบมาถ่ายเลน คงสวนน่าดู.....แต่พอขึ้นไปบนห้องดูนาฬิกาปรากฏว่าเทียงคืนกว่าเกือบตี 1 ก็นั่งคิดๆว่าใครมันจะมาเดินวะ จะเดินจงกรมก็ไม่น่าใช่ เพราะทุกคนจะต้องตื่นมานั่งรวมกันที่ลานธรรมตอนประมาณตี 4 ....แล้วไอ้ที่เห็นล่ะมันเป็นอะไร พอไปเล่าให้คนอื่นฟัง เค้าก็บอกว่าสงสัยเทวดามาสงเคราะห์ หรือไม่ก็เตือนละ เพราะเราผิดศีลตั้งแต่วันแรกเองนี่นา

 

ฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง

 ก่อนจะข้ามไปวันฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ต้องเล่าก่อนว่า ในช่วงบวชทุกๆหลังเที่ยง จะมีการจัดให้ฝึกมโนมยิทธิแบบครึ่งกำลังซะก่อน

 

มโนมยิทธิ คืออะไร ของเล่่าตามที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่ากล่าวไว้ว่า "มโนมยิทธิแปลว่ามีฤทธิทางใจ เราสามารถใช้ใจของเราไปเที่ยวสวรรค์ พรหมโลก แดนเปรด นก อสูรกาย และสัตว์เดียรัจฉานได้"ทางสำนักนี้คือวัดท่าซุง ท่านบอกว่าการฝึกนี้ไม่ใช่การฝึกเพื่ออวดอ้างฤทธิเดช แต่เป็นการพาไปให้เห็นจริงว่านรกมี สวรรค์มี เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจในการปฏิบัติเพื่อนบรรลุมรรคผล

 

ในการฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง ท่านให้นั่งกันเป็นแถวๆ ที่ศาลา 12 ไร่ มีการฝึก 2 วันสุดท้ายของการบวชธุดงค์ คนที่ไม่ได้ธุดงค์แต่ตั้งใจจะมาฝึกงานนี้ก็มาเยอะ เอาเป็นว่าศาลา 12 ไรที่ว่าใหญ่โต ยังคนเต็มจนล้นออกมา  ...การฝึกท่านให้มียันต์สวมไว้ที่หน้า เป็นยันต์ที่เขียนไว้ว่า "นะโมพุทธายะ" อันเป็นช่อย่อของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ก่อนจะฝึกต้องมีการบวงสรวงท้าวมหาราชทั้ง 4 และเทวดาให้มาช่วย  และทำการสมาทานพระกรรมฐาน จากนั้นท่านก็เปิดวีดีโอที่หลวงปู่ฤๅษีลิงดำท่านเคยสอนไว้เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่

 ศาลา12ไร่

 

 

อารมณ์ฌาน

 ต้องบอกก่อนว่า ในการฝึกครั้งนี้ผมไม่ได้สำเร็จอะไรหรอก เพียงแต่ได้เข้าถึงอารมณ์ฌานเลยเอามาเล่าสูกันฟัง เข้าถึงยังไงมาดูกัน

ครั้งแรกหลังจากคำสอนของหลวงปู่ท่านพูดจบ ผมก็นั่งภาวนาไปเรื่อย (รอบๆข้างจะมีผู้คนเกิดอาการแปลกๆ บ้างหัวเราะ บ้างมีเสียงกรีดร้อง บ้างร้องไห้แล้วแต่อาการของแต่ละคน) ส่วนผม ตอนแรกนั่งไม่นานได้ยินเสียงต่างๆรอบกาย ก็รู้สึกว่าขนลุกซู่ขึ้นมาหลายยหน จนเริ่มชิน เลยตั้งใจภาวนา (คำภาวนาว่า "นะมะ-พะทะ) พอตั้งใจไม่นาน รู้สึกว่าตำภาวนาเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ลมหายใจเร็วและแรง หัวใจก็เต้นแรงยังกะวิ่งมาจนเหนื่อยเลยละ เลยคิดว่า เอาแล้วไงจ่าจะได้แล้วจะได้ไปก็คราวนี้ พอคิดได้เลยจับภาพพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าไว้ปรากฏว่าหลุดออกมา สมาธิคลายตัวไปดื้อๆเลย 

 ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกพอสมควร เสียงรอบๆข้างเริ่มดังอื้ออึง มีคนที่อยูด้านหน้าไม่ไกลอยู่ๆก็ร้องด่า คนด้านหลังซ้ายถัดๆไปก็ร้องไห้...สมาธิแตกเลย ...คราวนี้เลยตัดสินใจกำหนดว่า จะตัดทุกอย่าง ไม่สนใจมันแล้ว ช่างหัวพวกเสียงเหล่านั้น ก็นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ.......จนเริ่มเข้าสมาธิ คราวนี้ต่างกับครั้งแรกโดยสิ้นเชิง คำภาวนาตามลมหายในเริ่มช้าลงๆจนในที่สุดก็หายไป นิ่งอยู่ซักพักเลยคิดวา เรากำหนดคำภาวนาตามลมหายใจ คำภาวนาหายไปไหน แล้วลมหายใจเราล่ะ..ลมหายใจหยุดไปแล้วเราจะขาดใจมั้ย...ก็สะดุ้นขึ้นมาเฮือกใหญ่ เลยไม่ได้อะไรกันพอดี

 ครั้งที่ 3 ครั้งนี้ข้ามมาวันที่ 2 ของการฝึก วันนี้รู้สึกว่าไม่ค่อมีสมาธิเท่าไหร่เลย สงสั็ยเพราะกำลังจะกลับบ้านแล้วใจเลยคิดถึงแต่บ้าน วันนี้พอนั่งได้ซักพักรู้สึกปวดเมื่อยขามากๆ ผ้ายันต์ที่ปิดหน้า็รำคาญเต็มที ....นั่งได้ซักพักใหญ่ๆไม่ได้อะไรเลย เลยคิดว่าเอาลองดูซักตั้ง เอาแบบเน้นๆเลย เลยตั้งท่าเข้าสมาธิ ซักพักปรากฏว่า ความรำคาญผ้ายันต์ที่หน้าหมดไป เหมือนไม่มีอะไรมาปิด ความรู้สึกว่าร้อนๆก็หายไป อาการเจ็บขาปวดเมื่อหายไปหมดเลย เมื่อตัวลอยอยู่ในอากาศเฉยๆ รู้สึกสบายมา พออารมทรงตัวซักพักก็คลายออกจากสมาธิ เอาเป็นว่าไม่ได้อะไรเท่าไหร่

 

ผลการฝึก

ในคืนแรกหลังจากที่ฝึกเต็มกำลังวันแรก ก็ไปนั่งคุยในห้องพักกับพี่ๆลุงๆที่พักห้องเดียวกัน ก็ถามกันว่าแต่ละคนได้อะไรกันยังไงมั่ง เลยเล่าอาการทั้ง 2 ให้เค้าฟัง เค้าบอกว่าอาการที่ลมหายใจหายไปเป็นอารมณ์ของฌาน 4 อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติต่อไปในขั้นสูงขึ้น (เมื่อมาศึกษาที่หลังก็เป็นไปตามนั้น และฌาน 4 นี้ หากใช้กับกสินยังสามารถเล่นฤทธิได้ด้วย คือเสกไฟ เดินน้ำได้เป็นต้น เป็นความรู้หนึ่งในพระพุทธศาสนา)

อีกเรื่อง ตอนที่ไปนั่งทำวัตรเย็น ในเย็นวันฝึกวันแรก ก็มีคนที่นั่งข้างๆนั่งคุยกันก็ฟังกับเค้าไปด้วย เป็นผู้หญิง เค้าว่านั่งไปสักพักก็ลุกขึ้นมารำ เลยถามกันว่าเจออะไร พี่คนนั้นเล่าว่า พอนั่งไปก็ปรากฏว่าไปอยู่ที่นึงมีความสวยงามมาก เห็นนางรำๆอยู่ในสวน ตัวเองรำไม่เป็นหรอกแต่รู้สึกว่าอยากเข้าไปร่วมรำ เลยเข้าไป ถัดไปในสวนเห็นเทวดากับนางฟ้า 2 องค์ องค์ใหญ่มากๆ นั่งอยู่ไม่ไกลนัก...ถึงตรงนี้มีคนถามว่าเทวดาท่าแต่งตัวยังไง พี่คนนี้เลยขี้มาที่ขวดน้ำสิงห์ที่วางอยู่หน้าผม แล้วบอกว่า ใส่เสื้อสีฟ้าๆแบบแถบบนขวดนี่แหละ...คนข้างๆเลยชี้ไปที่รูปท่าปู่ท่าย่า (ในวัดท่าซุง จะมีรูปพระอินท์กับท่านแม่พระศรี เป็นรูปวาดตั้งไว้ คนที่นั่นเรียกว่าท่านปู่ท่านย่า) พอพี่คนนั้นเห็นก็สะดุ้งโหยงขนลุกไปทั้งตัว บอกใช่ๆนั่นแหละที่เจอมา

ก็เก็บเป็นเกร็ดมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ  เล่าซะยาวเลย

ไม้ร่าย [pic]

posted on 06 Nov 2009 01:11 by topxcite in Pic
 
 
ลมร่ายไม้ร่ายระเริงเสียง
ส่ายเพียงแผ่นฟ้าภูผาไหว
แดดสาดส่องปรุทะลุใบ
ไล้ไม้โลมไม้ลงมาดิน
 
หริ่งหริ่งเรื่อยรับระยับไม้
ร่ายเพลงแห่งไพรและเพิงหิน
ผีเสื้อใบไม้พริบพรายบิน
ค่อยร่วงค่อยรินระเริงรำ
 
ความนิ่งมีในความไม่นิ่ง
ลึกซึ้งหนึ่งสิ่งในสิ่งส่ำ
หยัดร่างหยั่งรากแกร่งกรากกรำ
ทำโดยไม่ทำตลอดมา
 
ดวงแดดเลือนดับกับพื้นทราย
ใบไม้ทักทายกับลมป่า
ความเงียบกึกก้องอยู่โกลา
เสียงของธรรมดาอันได้ยิน
 
บทกลอนร่ายไม้ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
 
หลังจากถ่ายรูปนี้มา แล้วได้มานั่งอ่านบทกลอนบทนี้ รู้สึกว่ามันสามารถบรรยายสิ่งที่เป็นต้นไม้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แม่ว่ารูปที่ถ่ายมาจะได้ได้เข้าไปถ่ายในป่าจริงๆ แต่ความเป็นต้นไม้ซึ่งถูกบรรยายด้วยบทกลอน ก็ลึกซึ้งจนทำให้ภาพไม้ในเมืองภาพนี้ดูมีสีสัน
 
รูปนี้ผมถ่ายจากในซอยบ้านผม ด้วน IR filter แล้วนำมา process สี ใน photoshop อีกเล็กน้อย

[pic] เตี้ยน้อย

posted on 21 Oct 2009 14:04 by topxcite in Pic
 
ไปลองนั่งค้นรูปเก่าๆเล่น
เลยไปเจอรูปน้องสาว ถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว 
เลยลองเอามาทำเป็นสี ขาวๆดำๆดูครับ

มวยโบราณ (4)

posted on 13 Oct 2009 02:11 by topxcite in Story
หัตถจักรมณฑณ (2)

กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง

    เมื่อการ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก ไม่อาจรักษามณฑลเคลื่อนไหวเฉพาะตนได้และขาดประสิทธิภาพในการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเกิดจากการฝึกฝนที่ไม่ชำนานคล่องแคล่ว หรือยังไม่บรรลุซึ่งความสำเร็จอย่างเต็มที่ หรือเพราะคู่ต่อสู้มีกำลังเข้มแข็งกว่า และสามารถทำลายระยะห่างระหว่างมณฑลได้ (วงนอก) การเผชิญหน้าอย่างใหล้ชิด (วงใน) ก็จะเกิดขึ้น
    
    วิชามวยไทยแสดงเทคนิคพื้นฐานของการเผชิญหน้าอย่างใกล้ชิดนี้โดยการสร้างสมดุลแห่งแรงบิดเป็นรูปสามเหลี่ยมให้เป็นกรอบบังคับ และกำหนดทิศทางของแรงเป็นวงกลมปิดไปมาอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมนั้น คือเริทต้นด้วยการเผลิญหน้าโดยตรง แล้วแถออกด้านข้าง เรียกว่า "บิดเหลี่ยม"
    เผชิญหน้าโดยตรง เรียกว่า โผ หรือผวาเข้าโอบและกอด
    ออกข้าง หมายถึง บิดเหลี่ยม
    ออกข้างแล้วสลับเหลี่ยม คือการปิดเหลี่ยมไปมา เหมือนการสร้างเส้นบิดโค้งไปมารอบกรอบสามเหลี่ยม หมายถึง "ฟัด"
    หากคู่ต่อสู้เพิ่มกำลังเพื่อขืน ครูมวยไทยโบราณท่านให้เพิ่มแรงกอดเข้าไปอีก หมายถึง "รัด"
    เมื่อเพิ่มแรงกอดจนกลายเป็รแรงรัดแล้ว แรงบิดเหลี่ยมก็ย่อมทวีความแรงขึ้น หมายถึง "เหวี่ยง"
    แรงเหวี่ยงที่เกิดจากการบิดนี้ เป็นแรงเบี่ยงที่อาศัยแรงขืนของคู่ต่อสู้นั้นเอง เป็นแรงส่งนำไปสู่การเหวี่ยงย้อนกลับเพราะกรอบสามเหลี่ยมจำกัดพื้นที่ (กรอบสามเหลี่ยมเกิดจากการก้าวเท้าคล่อมและทำให้ตัวอยู่ในมุมเอียง)

    แรงขับเคลื่อ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก มีหลักปรัมปราเป็นหลักวิชาไสยศาสตร์ไทยเรียกว่าหลักวิชาแคล้วคลาด และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่นั้นเองว่า "พรหมสี่หน้า" และ "พระรถโยนสาร" ทำนองเดียวกับแรงขับเคลื่อเหตุการณ์ ป้อง-ปัด-ปิด-ปก กำลังที่ใช้ในเหตุกาณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง ของวิชาศิลปะมวยไทย ก็มีตำนานปรัมปรากำกับ ตรงกับวิชาเรียกกำลังของไสยศาสตร์ และมีชื่อเรียกอยู่ในตำรารำแม่บทใหญ่ด้วย คือ "หนุมานผลาญยักษ์"

    ไสยศาสตร์ไทยเรียกวิชาในเหตุการณ์ "หนุมานผลาญยักษ์" ว่าบทหนุมาน เป็นบทที่ใช้เพื่อควบคุมเหตุการณ์ กอด-ฟัด-รัด-เหวี่ยง เรียกว่า "พระมนต์กำลังหนุมาน" มีบทแก้เรียกว่า "คาถาหนุมานคลุกฝุ่น" นอกจากมีคาถาที่เป็นระหัสแล้วยังมีสัญลักษณ์ภาพหนุมานเป็นภาพลายเส้นจิตรกรรมไทยสำหรับสักลงไปบนผิวกายด้วยหมึกดำโดยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อีกด้วย

    พระมนต์กำลังหนุมาน มีความว่า
    "โอม กรวิ กรวิ เกราะเพชรหนุมานเจ้า แรงเจ็ดช้างสาร พระหนุมานเจ้าเข้าแบกเอาภูเขาใหญ่ โอม มะอิกะวิติจิปิเสคิ โอมเพชรชชะคงคงฯ"

    พระคาคาหนุมานคลุกฝุ่น มีความว่า
    "โอม ผงเผ้าเถ้าธุลี คงกระพันชาตรี สวาหะ หนุมานะ คลุกคลีตีมะอะฯ"

ปล. ที่เหลือก็ขอค้างไว้อีกรอบแล้วกันครับ ยาวเหลือเกิน เอาแค่นี้ก่อนเนอะ อิอิ

ศาสตร์แห่งเศรษฐี

posted on 09 Oct 2009 02:29 by topxcite in Vision
ผมเชื่อว่า ทุกๆคนที่เข้ามาสู่วงการธุรกิจจะต้องรู้จัก "เศรษฐศาสตร์" หรืออย่างน้อยคงเคยได้ยินมาบ้างละ แต่ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ของแต่ละคนอาจจะมีมากน้อยก็ต่างๆกันไป แต่เศรษฐศาสตร์มันมีความสำคัญยังไง แล้วจำเป็นด้วยหรือที่จะเอามาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ลองมาดูคำว่าเศรษฐศาสตร์กัน ทุกๆคนที่พอมีความรู้ด้านนี้จะบอกว่า ความหมายของเศรษฐศาสตร์คือ "การใช้ทรัพยากรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด" นี่คือความหมายที่มีอยู่ตามตำรา หรือเป็นการให้คำนิยามอื่นใดท่านสามารถไปเปิดอ่านได้ตามหนังสือ ....แต่เมื่อมาลองนั่งจับจ้องคำว่าเศรษฐศาสตร์กันจริงๆ คำว่า "ศาสตร์" นั้น ย่อมมีความหมายถึงวิทยาการที่เรียนรู้ดังเช่นศาสตร์แขนงต่างๆ ส่วนคำว่า "เศรษฐ" นั้น ผมมองว่า มันมีรากศัพท์เดียวกันกบคำว่าเศรษฐี คือคนรวย ความร่ำรวย ดังนั้น "เศรษฐศาสตร์ จึงแปลตรงตัวตามภาษาไทยว่า วิชาที่ว่าด้วยความร่ำรวย....

หลายๆคนที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์โดยตรงมาไม่ทราบเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า สิ่งที่ได้จากการเรียนท่านได้อะไรมั่ง เมื่อจบออกมาแล้วและไม่ได้อ่านบทความหรือเกี่ยวข้องเรื่องราวของเศรษฐศาสตร์ มาหลายๆปี สิ่งหนึ่งที่มักจะติดตัวคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มาโดยเค้าผู้นั้นอาจจะไม่รู้ ตัวซะด้วยซ้ำ คือ ความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ไม่ว่าวิเคราะห์อย่างผิดเผิน หรือวิเคราะห์ในแนวลึก ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ หรือธุรกิจ แต่เป็นทุกด้าน ที่คนเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง และพอมีความรู้

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการวิเคราะห์ได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าในสมัยเรียนคุณจะโง่แค่ไหน แต่ความสามารถที่ได้รับการปลูกฝังมาทุกรุ่น คือความสามารถในการวิเคราะห์....แต่ทั้งนี้ จะวิเคราะห์ได้ดีแค่ไหนย่อมขึ้นกับความรอบคอบ และไหวพริบของผู้ที่วิเคราะห์ด้วยเช่นกัน

ในปัจจุบัน ท่านจะเห็นว่าเศรษฐศาสตร์มีสาขาวิชาแยกย่อยออกเป็นสาขาต่างๆมากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ การค้า การลงทุน หรือแม้แต่สาขาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเศรษฐกิจเลย นั่นแหละ อำนาจของการวิเคราะห์ มันเป็นความสามารถที่ติดตัวนักเศรษฐศาสตร์ ที่เขาไปข้องเกี่ยวกับกิจกรรมนั้นๆ จนกลายมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เราได้รู้จักเศรษฐศาสตร์ ในความหมายเชิงการใช้จริงพอหอมปากหอมคอแล้ว คนที่เคยเกลียดกลัวเศรษฐศาสตร์ในสมัยที่่านเรียนอยู่ เมื่อท่านรู้แล้วว่าเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ของการเป็นเศรษฐี ดังที่กล่ามาในข้างต้น ของให้ท่านทำใจวางอคติตอวิชานี้ แล้วค่อยๆมานั่งคิดตามไป ท่านจะเห็นว่า วิชานี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แต่ท่านจะได้พบกับเรื่องตื่นเต้น ที่จะทำให้ท่านสามารถพยากรณ์นาคต จากเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างมีเหตุมีผลเลยทีเดียว.....